Lead

Apr 9 10 7:49 AM

Tags : :

เรื่องของ " รักร่วมเพศ " ในโลกมุสลิม

หลายคนคงทราบดีอยู่ แล้วว่าศาสนาอิสลามถือว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นบาป และเนื่องจากกฎหมายของประเทศมุสลิมมีพื้นฐานมาจากกฎหมายศาสนา ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายประเทศมุสลิมมักจะมีบทลงโทษสำหรับกลุ่มคนรักเพศ เดียวกัน ในเมื่อมีกฎหมายควบคุมแล้ว ถามว่าอย่างนี้พฤติกรรมดังกล่าวอยู่อีกหรือ คำตอบคือมีครับ พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีมานานนม มีในทุกสังคม มีในทุกชนชั้น ดังนั้นเราจะมาดูว่ากฎหมายในแต่ละประเทศเขาว่าอย่างไร และในความเป็นจริงของสังคมมันเป็นอย่างไร

เซเนกัล (Senegal)
ว่ากันตามกฎหมาย: ติดคุก ๑ - ๕ ปี ปรับเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ - ๑.๕ ล้านฟรังค์ โทษขั้นสูงสุดจะถูกนำมาใช้ถ้าคู่ขาคนใดคนหนึ่งอายุต่ำกว่า ๒๑

ว่ากันตามความเป็นจริง: การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมหย่อนยานกว่าประเทศมุสลิมอื่น (การค้าประเวณีถูกกฎหมาย และเครื่องแต่งกายพื้นเมืองก็เผยเนื้อหนังมังสามากกว่า) ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสแห่งนี้ กลุ่ม GLBT*เคยร่วมกันตั้งองค์กรผู้รักเพศเดียวกันขึ้นมา แต่ต่อมาก็ถูกรัฐบาลปิดไป

*GLBT = Gay, Lesbian, Bisexual, and Transgender

ตูนีเซีย (Tunisia)
ว่ากันตามกฎหมาย: พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีโทษจำคุกสามปี
ว่ากันตามความเป็นจริง: แม้จะถูกตำรวจและทางราชการตามรังควาญอยู่บ้าง แต่ก็มีชายขายเซ็กส์ (Male Sex Worker) อยู่ตามถนนในเมืองตูนิส ซึ่งเป็นเมืองหลวง มีตัวละครที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน*ปรากฏตัวในภาพยนตร์ภายในประเทศ เช่น เรื่อง Satin Rouge ในปี ๒๐๐๒ จนกลายเป็นหัวข้อถกเถียงไปทั่วประเทศ สามารถพบเจอเกย์ชาวฝรั่งเศสอยู่ทั่วไปในเมืองตูนิส และตามชายหาด

*ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ครับ เลยไม่รู้ว่าตัวละครในเรื่องเป็นGLBT อย่างไหน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า gay character ผมจึงแปลกลาง ๆ ว่า “ตัวละครที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน”

โมรอกโค (Morocco)
ว่ากันตามกฎหมาย: มีโทษจำคุกถึงสามปี และเสียค่าปรับ โทษฐาน “กระทำการลามกกับเพศเดียวกันและมีพฤติกรรมผิดธรรมชาติ”
ว่ากันตามความเป็นจริง: การดำเนินการต่อต้านเกย์เพิ่มมากขึ้นในช่วนสองสามปีที่ผ่านมา แต่ในเมืองใหญ่อย่าง Marrakech Tangier และ Essaouirah กลับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมในหมู่เกย์ (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส) และมีโสเภณีชายอยู่ทั่วไป มีรายงานว่ากษัตริย์องค์ปัจจุบัน โมฮัมเม็ดที่ ๖ (Mohammed VI) ถูกพบในบาร์เกย์ของสไตล์ยุโรปหลายแห่งก่อนได้รับราชสมบัติ

จอร์แดน (Jordan)
ว่ากันตามกฎหมาย: ไม่มีข้อห้ามพฤติกรรมรักเพศเดียวกันตามกฎหมาย แต่คนที่เป็น GLBT จะถูกลี้ภัย*ไปยังประเทศอื่น

ว่ากันตามความเป็นจริง: ใน บรรดาประเทศมุสลิม จอร์แดนถือว่าเป็นประเทศที่ใจกว้างกับกลุ่มคนรักเพศเดียวกันมากที่สุด ประเทศหนึ่ง คาเฟ่และที่สถานที่ชุมนุมของชาวเกย์มีอยู่ทั่วไปในกรุงอัมมาน (Amman) ซึ่งเป็นเมืองหลวง

*ขออภัยอย่างรุนแรง asylum แปลได้ว่า ที่ลี้ภัยด้วย ไม่ใช่โรงพยาบาลบ้าอย่างเดียว ตอนแรกแปลว่าโรงพยาบาลบ้าเฉยเลย ...อ๊ายอาย


อียิปต์ (Egypt)
ว่ากันตามกฎหมาย: ในทางเทคนิครักเพศเดียวกันไม่ผิดกฎหมาย แต่กลับถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุดในข้อหาลุ่มหลงในโลกียวิสัย ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Hosni Mubarak รัฐบาลก็เริ่มดำเนินการต่อต้านเกย์ การจับกุมครั้งใหญ่เรียกว่า “Cairo 52”* เกิดขึ้นบนเรือจัดงานเลี้ยงสำหรับเกย์ที่จอดอยู่ริมแม่น้ำไนล์ ในปี ๒๐๐๑ เป็นตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด ๒๓ คนจาก ๕๒ คนที่ถูกจับกุม ติดคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี บางส่วนที่หลบหนีไปได้ก็ถูกเนรเทศออกจากประเทศไปเลย ในปี ๒๐๐๔ เด็กหนุ่มวัย ๑๗ ปี ถูกพิพากษาให้จำคุก ๑๗ ปีในหลายข้อหาที่พัวพันกับการลงประวัติของตนในเว็บไซต์หาคู่สำหรับเกย์ ...ซวยมากเลยน้องเอ๋ย พี่ล่ะเศร้าใจแทนจริง ๆ....

ว่ากันตามความเป็นจริง: อียิปต์เป็นศูนย์กลางแห่งสื่อในโลกมุสลิม ดังนั้นตัวละครเกย์จึงหาทางปรากฏตัวในนิยาย หรือแผ่นฟิล์มในประเทศได้ไม่ยาก อย่างน้อยก็ภายในสังคมกรุงไคโร การออกล่าหนุ่ม ๆ มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในเขตที่นักท่องเที่ยวเยอะ และสถานที่ชุมชุมชาวเกย์ในเขตเมืองหลวงก็ยังมีอยู่

*คดี Cairo 52 หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวิกิพีเดียนะครับ มีรายละเอียดต่างกันเยอะเลย http://en.wikipedia.org/wiki/Cairo_52

ซาอุดิอาระเบีย (Saudi Arabia)
ว่ากันตามกฎหมาย: ชารีอะฮฺ หรือกฎหมายอิสลาม เป็นกฎหมายประจำชาติ พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีบทลงโทษถึงตาย (โดยการปาหินใส่ แต่ก็มีบางรายงานกล่าวถึงการตัดหัวด้วย) เฆี่ยน ๑๐๐ ที* หรือจำคุก

ว่ากันตามความเป็นจริง: แม้ว่าจะเป็นประเทศหัวอนุรักษ์นิยมที่สุดในโลกมุสลิม แต่การแบ่งแยกเพศชาย-หญิงอย่างเข้มงวด** และจำนวนผู้อพยพออกนอกประเทศจำนวนมากที่เป็นชายโสด แสดงให้เห็นถึงการจำยอมต่อพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้ในหลายระดับ การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันอย่างเงียบ ๆ และงานเลี้ยงแบบเถิดเทิงสุดเหวี่ยงไม่ใช่เรื่องผิดปกติในกรุงริยาด (Riyadh) และเมืองอื่น ๆ

*ล่าสุดเมื่อตุลาคม ๒๐๐๗ เด็กหนุ่มสองคนถูกเฆี่ยน ๗,๐๐๐ ครั้งลองค้นคำว่า “7000 lashes” ดูถ้าอยากอ่านรายละเอียด

**การ แบ่งแยกชาย-หญิงอย่างเข้มงวดทำให้เกิดพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้ เนื่องจากเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ชายหนุ่มยอมต้องหาที่ระบายอารมณ์ทางเพศ แต่การแยกชายหญิงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตัวผู้หญิงได้นอกจากจะแต่งงานเป็น เรื่องเป็นราวไป ชายหนุ่มวัยเจริญพันธุ์จึงต้องหันมา “เล่นเพื่อน” หรือบางทีก็โดน “เพื่อนเล่น” หรือบางกรณีอาจจะเป็นชายหนุ่มอยากจะ “เล่นเพื่อน” ก็เลยต้องให้ “เพื่อนเล่น” เสียก่อนเป็นการแลกเปลี่ยนกัน คำอธิบายนี้คล้ายกับคำอธิบายเรื่องรักเพศเดียวกันในสมัยกรีก(ที่ดูมาจากสารคดี) ชายกรีกมีค่านิยมแต่งงานกับสาวพรหมจรรย์ แต่สาว ๆ กรีกจะรักษาพรหมจรรย์ไว้จนถึงวันแต่งฯ ได้ก็ต่อเมื่อ หนุ่มกรีกหันไป “เล่นเพื่อน” ไปพลาง ๆ ก่อน

อิรัก (Iraq)
ว่ากันตามกฎหมาย: ความโกลาหลในอิรัก ภายใต้การควบคุมของอเมริกาทำให้นโยบายราชการต่าง ๆ ไม่มีความชัดเจน ช่วงก่อนสงครามพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่อนุมัติในผู้ใหญ่ แต่หลังจากการล้มล้างอำนาจของซัดดัม ฮุสเซน พฤติกรรมรักเพศเดียวกันกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายจนกระทั่งปัจจุบัน

ว่ากันตามความเป็นจริง: กลุ่มล่าสังหาร(Death Squad)*มุ่งเป้าไปที่เกย์และเลสเบี้ยน แต่มีเซฟเฮ้าส์ (Safe Houses) สำหรับเกย์และเลสเบี้ยนที่ต้องการสถานที่ลี้ภัย การออกล่าหนุ่มและนัดเดทกันทางอินเตอร์เน็ตในแถบเคอร์ดิสถาน (Kurdistan) จะปลอดภัยกว่า (เคอร์ดิสถานเป็นเขตปกครองตนเองพิเศษของอิรัก ใช้ธงคนละผืนด้วย น่าจะเป็นรัฐอิสระแบบหนึ่ง)

*Death Squad ดำเนินการทำลายล้างเกย์ภายใต้แคมเปญ “Sexual Cleansing” ถ้าเป็นเกย์ที่ดูภายนอกแมน ๆ จะไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่ถ้าตุ้งติ้ง หรือแต่งตัวเนี้ยบเกินอาจเป็นอันตรายได้ กลวิธีของกลุ่มนี้มีตั้งแต่การทำร้ายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นเกย์ตามถนน ไปจนถึงเข้าหาเกย์โดยแสร้งว่าตัวเองก็เป็นเกย์เหมือนกัน สุดท้ายพอเหยื่อแสดงตัวก็จัดการซะ

การฆ่าของ Death Squad ดังกล่าวมาจากแนวคิดผิด ๆ ว่า พฤติกรรมรักเพศเดียวกัน เป็นพฤติกรรมที่รับมาจากตะวันตก (โลกมุสลิมต่อต้านแนวคิดตะวันตกมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) และเป็นการชักนำมาโดยไชตอน(ซาตาน) แต่อันที่จริงตามวรรณคดีเก่า ๆ ของโลกอาหรับก็มีพฤติกรรมเหล่านี้ปรากฏมาตลอด แนวคิดที่ว่ารับมาจากตะวันตกจึงเป็นความเข้าใจผิด และเนื่องจากความโกลาหลหลังสงคราม Death Squad จึงฉวยโอกาสตั้งศาลเตี้ยได้ง่าย เพราะระบบกฎหมาย นโยบายการเมืองต่าง ๆ อย่างไม่เข้าที่เข้าทางดี

ตุรกี (Turkey)
ว่ากันตามกฎหมาย: ไม่มีกฎหมายต่อต้านพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน เพราะตุรกีเป็นประเทศมุสลิมที่มีระบบการปกครองที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา
(Secular Government) และมีเสรีภาพมากที่สุดในบรรดาประเทศมุสลิม

ว่ากันตามความเป็นจริง: พฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่ยอมรับในประเทศมานานแล้ว ซึ่งทำให้การท่องเที่ยวของกลุ่มเกย์จากยุโรปกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในเมืองอิสตันบูล
(Istunbul) และเมืองบ้านพักตากอากาศริมทะเลอย่าง เมืองโบดรัม (Bodrum) ความฝันอยากจะเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปผลักดันให้สร้างเสรีภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันพวกหัวอนุรักษ์เคร่งศาสนาก็กำลังเพิ่มฐานอำนาจในสังคม

อัฟกานิสถาน (Afganistan)
ว่ากันตามกฎหมาย: "จำคุกระยะยาว" ตามกฎหมายแพ่ง แต่ก่อนหน้านี้ภายใต้การปกครอง
ของกลุ่มตาลีบัน มีการนำชารีอะฮฺ (หรือกฎหมายอิสลาม) มาใช้ โดยกำหนดโทษประหารแก่
ผู้มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการพังกำแพงลงมาทับผู้ต้องหาให้ตายด้วย

ว่ากันตามความเป็นจริง: พฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่ยอมรับในประเทศนี้มานานแล้วโดย
เฉพาะในเขตชนเผ่าเพชตุน (Pashtun) ทางตอนใต้ เมืองกันดาฮาร์ (Kandahar) มีชื่อเสียง
ด้านพฤติกรรมรักเพศเดียวกันมานานแล้ว นอกจากนี้ทางตอนเหนือของประเทศก็ยังมีชื่อเรื่อง
นักเต้นระบำชาย* ที่เป็นโสเภณีไปในตัวอีกด้วย

* ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า bacha bereesh หรือเด็กหนุ่มผู้ไร้หนวดเครา
เด็กพวกนี้จะแต่งหญิงเต้นรำในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน และอาจจะเลยเถิดไปถึง
การเสียตัวให้แก่ "ผู้อุปถัมภ์" ของตนอีกด้วย

มาเลเซีย (Malaysia)
ว่ากันตามกฎหมาย: โทษอาญาระดับประเทศคือจำคุกยี่สิบปีและเฆี่ยนโทษฐานมีเพศสัมพันธ์
ทางประตูหลัง (ดังนั้นเลสเบี้ยนจึงดูเหมือนจะไม่ติดร่างแหไปด้วย) แต่ในระดับท้องถิ่น
มีการใช้ชารีอะฮฺ ทั้งเกย์และเลสเบี้ยนต้องถูกจำคุกสามปี ถูกเฆี่ยน และต้องจ่ายค่าปรับ
ในทศวรรษที่ ๙๐ มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเมื่อนาย อันวา อิบรอฮิม รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี
ถูกพิพากษาให้จำคุก ๙ ปี ฐานมีเพศสัมพันธ์ทางประตูหลัง แต่หลังจากรับโทษไปได้ ๔ ปี
ข้อกล่าวหาก็ถูกยกเลิก

ว่ากันตามความเป็นจริง: เกย์และเลสเบี้ยถูกตามรังควานจากรัฐบาลที่ใจแคบมากขึ้นเรื่อย ๆ
เช่น การปรามปรามสถานที่ชุมนุมเกย์อย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามฉากชีวิตชาวเกย์และเลสเบี้ยน
ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ กำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ในผับ บาร์ และซาวน่า อุตสาหกรรมที่ไฮเทค
ส่งผลให้เกิดเกย์ที่แสดงตัวให้เห็นเพียงครึ่งเดียว*ในกลุ่มชนชั้นกลาง

* งงมั้ยครับ มันมาจาก semi-visible gay ไม่รู้จะแปลว่ายังไง แต่น่าจะเป็น
พวกมีชีวิตสองด้านนะครับ ด้านหนึ่งทำงานและใช้ชีวิตตามครรลองศาสนา
อีกด้านก็สุดเหวี่ยงกับชีวิตเกย์ ๆ

อิหร่าน (Iran)
ว่ากันตามกฎหมาย: ถ้าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันได้รับการพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริง กฎหมายชารีอะฮฺระบุโทษไว้ว่า เกย์ต้องโทษประหาร เลสเบี้ยนถูกโบยร้อยครั้ง (และจะถูกประหารถ้าต้องโทษนี้เป็นครั้งที่สี่) องค์กรสิทธิมนุษยชนทำสารคดีเรื่องการประหารชีวิต รวมทั้งคดีที่เด็กหนุ่มสองคนถูกแขวนคอ*ในปี ๒๐๐๕ ผู้พิพากษากำหนดให้มีการทรมาน และจำคุกด้วย ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ๒๐๐๗ มีการปราบปราม “พฤติกรรมไร้ศีลธรรม” อย่างรุนแรงรวมทั้ง การจับกุมข้อหาแต่งกายผิดเพศของตนด้วย (โดยถือว่าเป็นลักษณะพฤติกรรมของเกย์และเลสเบี้ยน)

ว่ากันตามความเป็นจริง: เกย์ชาวอิหร่านจำนวนมากกำลังหาที่ลี้ภัยเพื่อหนีจากการทรมานและการจำคุกในประเทศ แม้ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกย์อิหร่านจะถูกปราบปราม แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าดำเนินการเป็นขบวนการใต้ดินในกรุงเตหะราน โดยมีการประชุมลับและออกหนังสือลับ ๆ ผู้นำการต่อสู้เพื่อเกย์ชาวอิหร่านบางคนถูกเนรเทศไปแล้ว

* คดีเด็กหนุ่มถูกแขวนคนนั่น จำได้ว่าเห็นครั้งแรกในฟอร์เวิร์ดเมล เศร้าใจจริง ๆ

ปากีสถาน (Pakistan)
ว่ากันตามกฎหมาย: ภายใต้กฎหมายชารีอะฮฺที่ถูกนำมาใช้ใหม่ในปี ๑๙๙๐ พฤติกรรมรักเพศเดียวกันต้องถูกลงโทษโดยการปาก้อนหินใส่จนตาย (แทบจะไม่เคยบังคับใช้จริง) หรือเฆี่ยนร้อยครั้ง และภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งในปี ๑๘๖๐ กล่าวว่า “ความสุขทางเพศที่ละเมิดกฎธรรมชาติ” จะต้องถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต

ว่ากันตามความเป็นจริง: การ ให้สินบน การข่มขู่ การแบล็คเมล* และการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นในบางครั้ง อย่างไรก็ตามการแบ่งแยกชาย-หญิงชัดเจนก็แสดงถึงการยอมรับสภาพการมีพฤติกรรม รักเพศเดียวกันไปในตัว** หนำซ้ำประเทศนี้ยังมีพิธีกรรายการทีวีชื่อดังเป็นกะเทยแต่งหญิงนามว่า Begum Nawazis Ali ด้วยนะจ๊ะ

* ทำนองว่า “ฉันรู้นะว่าแกเป็นเกย์ จ่ายฉันมา ไม่งั้นฉันจะแจ้งจับแก”

** อธิบายไปแล้วในเรื่องของประเทศซาอุฯ ว่าทำไมการแบ่งชาย-หญิงจึงทำให้เกิดพฤติกรรมนี้

อินโดนีเซีย (Indonesia)
ว่ากันตามกฎหมาย: ยังไม่มีกฎหมายต่อต้านเกย์ระดับชาติ แต่ในบางเมืองบางจังหวัดมีกฎหมายชารีอะฮฺบังคับใช้

ว่ากันตามความเป็นจริง: บาหลีเป็นเขตชาวพุทธและเมืองท่องเที่ยว จึงเป็นส่วนที่มีเสรีภาพมากกว่าส่วนอื่นของประเทศ มีชาวต่างชาติที่เป็น GLBT เข้ามาพักอาศัยตลอดทั้งปี โดยจำนวนมากมาจากเจ้าอาณานิคมเก่าอย่างฮอลแลนด์

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates)
ว่ากันตามกฎหมาย: กฎหมายของสหพันธรัฐระบุโทษประหาร (แทบไม่เคยบังคับใช้) ในขณะที่กฎหมายเขตปกครองเอมิเรต (อย่างใน ดูไบ) ระบุโทษจำคุกสูงสุด ๑๔ ปี อัยการจะเป็นคนเลือกว่าจะใช้กฎหมายสหพันธรัฐ หรือกฎหมายเขตปกครองเอมิเรต หรือกฎหมายชารีอะฮฺ ยังไม่ชัดเจนว่ากฎหมายห้ามรักเพศเดียวกัน ครอบคลุมถึงเลสเบี้ยนด้วยหรือเปล่า* ในปี ๒๐๐๖ ชาย ๑๑ คนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาห้าปี ด้วยข้อหาเข้าร่วมงานแต่งฯเกย์

ว่ากันตามความเป็นจริง: นักท่องเที่ยวเกย์ได้รับการปฏิบัติต่างออกไป เมืองอบูดาบี และดูไบเปลี่ยนโฉมเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว แน่นอนว่าต้องมีกลุ่มเกย์เข้ามาด้วย อันที่จริงแล้วในดูไบมีทั้งคลับเกย์ และชายหาดเกย์ นอกจากนี้สายการบินเอมิเรตส์ยังเข้าร่วมงาน Gay Life Travel Expo อีกด้วย

* ใช้คำว่า “Sodomy” อ้างถึงเมืองโซดอมในพระคัมภีร์ (ทั้งยิว คริสต์ และอิสลามมีเรื่องการทำลายเมือง Sodom) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมชายรักชายอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ไม่แน่ชัดว่ากฎหมายครอบคลุมไปถึงเลสเบี้ยนด้วยหรือเปล่า

เครดิต ยังไม่รู้ที่มาแน่ชัด ไปก๊อปเขามาอีกที กำลังรอคำตอบ
ไปอ่านที่บล็อกข้าพเจ้าได้ ^ ^
Quote    Reply   

#1 [url]

Apr 9 10 7:50 AM

โฮโมโฟเบีย (Homophobia) หมายถึงกลุ่มของทัศนคติและความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อเกย์
และเลสเบี้ยน ซึ่งได้แก่ ความอดทน (Tolerance) ความเกลียดชัง และความกลัว

โดยทั่วไปโฮโมโฟเบียจะพบในกลุ่มคนรักต่างเพศ แต่ก็พบในกลุ่มคนรักเพศเดียวกันด้วย
เรียกว่า โฮโมโฟเบียภายใน (Internalized Homophobia) เชื่อกันว่าเกิดจากทัศนคติเชิงลบ
ที่สังคมมีต่อเกย์ ส่งผลกระทบต่อภายในตัวเกย์เองด้วย กล่าวคือมีความรู้สึกเกลียดชังตัวเองลึก ๆ
เนื่องจากถูกหล่อหลอมเลี้ยงดูมาด้วยทัศนคติดังกล่าว

แม้จะมีนักจิตวิทยาบางส่วนพยายามเชื่อมโยงโฮโมโฟเบียเข้ากับความกลัวที่จะรักชอบเพศเดียวกัน ในตัวของบุคคลหนึ่งแล้ว ลักษณะโฮโมโฟเบียอาจจะเป็นผลมาจากบทบาทแบบตายตัวทางเพศ
ในครอบครัว (Stereotypical Gender-role) ซึ่งมีผู้ชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงจะต้องอุทิศตัว
เพื่อสามีและลูก โดยเป็นความเชื่อฝังใจว่าบทบาทดังกล่าวเป็นบทบาทที่ถูกต้องเหมาะสม
ตามครรลองของธรรมชาติ ผู้ที่ยึดติดอยู่กับบทบาทางเพศแบบตายตัวดังกล่าวย่อมรู้สึกว่า
ถูกคุกคามโดยการมีอยู่ของเกย์และเลสเบี้ยน เพราะเป็นกลุ่มคนที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้ บทบาททางเพศที่พวกเขาคิดว่าถูกต้องและเป็นธรรมชาติเกิดความสับสน หรืออาจกลัว
การสลับบทบาทดังกล่าว

โฮโมโฟเบียมักเกิดในผู้ชายที่ยึดถือบทบาททางเพศแบบตายตัว (คือชายเป็นใหญ่) และกลุ่มคนที่เคร่งครัดตามคัมภีร์ทางศาสนา งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า นักศึกษาที่เป็นพวกหัวอนุรักษ์นิยมมีแนวโน้มที่จะรับทัศนคติเชิงลบต่อเกย์ได้ง่ายกว่านักศึกษา
หัวเสรีนิยม นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยอีกแห่งทำการสำรวจพบว่า นักศึกษาชายมีทัศนคติ
แบบโฮโมโฟเบียมากกว่านักศึกษาหญิง สรุปง่าย ๆ ก็คือผู้ชายมีทัศนคติแบบโฮโมโฟเบีย
มากกว่าผู้หญิงเพราะว่ากลัวสูญเสียความเป็นใหญ่ในบทบาทครอบครัวและสังคม
ดังที่ศาสนาและระบบสังคมดั้งเดิมเคยเป็นมานั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีสมมติฐานที่ว่าชายรักต่างเพศเป็นโฮโมโฟเีบียมากก็เพราะความหวาดระแวงว่า
ตัวเองจะถูกกระตุ้นทางเพศ โดยเพศเดียวกันนั่นเอง เนื่องจากพบว่าชายรักต่างเพศมีทัศนคติ
เชิงลบต่อเกย์มากกว่าเลสเบี้ยน

Henry Adam และคณะ ได้นำกลุ่มชายรักต่างเพศที่มีลักษณะโฮโมโฟเบียมาทดลอง ด้วยการดูวีดีโอการมีเพศสัมพันธ์ (ก็น่าจะหนังโป๊นั่นแหละ) สามแบบคือ ชาย-หญิง หญิง-หญิง และชาย-ชาย โดยวัดความตื่นตัวทางเพศที่มีต่อวีดีโอดังกล่าว ด้วยวัดเส้นรอบวงของอวัยวะเพศ เพื่อดูการขยายตัวของอวัยวะเพศขณะดูหนังแบบต่าง ๆ ปรากฏว่า ชายที่มีลักษณะโฮโมโฟเบียหลายคนเลยทีเดียวที่ถูกกระตุ้นเร้าโดยภาพการร่วมเพศแบบชาย-ชาย (เครื่องมือวัดขนาดมันฟ้อง) อย่างไรก็ตามชายโฮโมโฟเบียเหล่านั้นกลับรายงานว่า ไม่ได้รู้สึกถูกเร้าจากภาพชาย-ชายร่วมเพศกันแต่อย่างใด พวกเขาให้คำอธิบายว่า พวกเขาไม่สามารถสั่งการการตอบสนองของร่างกายได้

นี่คือหน้าตาของเครื่องวัดเส้นรอบวงอวัยวะเพศ เรียกว่า penile plethysmograph มีชื่อเล่นว่า Peter Meter ปัจจุบันมีพัฒนาออกมาหลายรูปแบบ สนใจก็ลองไปค้นดูนะครับ


http://blog.wired.com/biotech/2007/01/todays_howto_sc.html

ปัญหาเรื่องโฮโมโฟเบียกับการทำร้ายเกย์และเลสเบี้ยนมีมานานนมแล้ว แต่เมื่อโรคเอดส์ระบาด ก็เหมือนการราดน้ำมันไปบนกองไฟ เพราะแรกเริ่มเดิมทีที่เชื้อไวรัสตัวนี้มาถึง มันเล่นงานชุมชนเกย์ก่อนเป็นอันดับแรก จึงเกิดความเชื่อในสังคมขึ้นมาว่า พระเจ้าส่งโรคร้ายลงมาลงโทษเกย์โทษฐานกระทำการที่เป็นบาปหนัก

การระบาดของโรคเอดส์นำมาซึ่งการทำร้ายร่างกายเกย์มากมาย อาจเป็นเพราะการระบาดช่วยสร้างข้ออ้างที่จะเล่นงานเกย์ได้อย่างดี คือเกย์เป็นตัวแพร่เชื้อโรค เป็นต้น

จากการสำรวจมหาวิทยาลัยในรัฐเพนซิลวาเนีย(นานแล้ว ๑๙๙๒)พบว่า ๗๗ % ของเกย์และเลสเบี้ยนถูกประนาม ด่าว่าด้วยคำพูด เกือบหนึ่งในสามของกลุ่มตัวอย่าง ถูกไล่ตาม (อย่างกะหนังสยองขวัญ) เกือบ๒๐% ถูกทำร้ายร่างกาย T-T และคนทำร้ายส่วนใหญ่ก็คือเพื่อนร่วมชั้นของตัวเองนั่นแหละ และเหยื่อส่วนใหญ่ไม่กล้าแจ้งความหรือรายงานต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ

นักศึกษาส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่าเกย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อพฤติกรรมที่ทำให้คนกลุ่มนี้ติดเชื้อเอดส์ ในการศึกษาครั้งหนึ่งพบว่านักศึกษาที่ตั้งสมมติฐานว่าคน ๆ หนึ่งเป็นเอดส์เพราะว่าเขาระบุว่าตัวเองเป็นเกย์ มีจำนวนมากกว่า คนที่ระบุว่าตัวเป็นรักต่างเพศ (คือถ้ามีตัวเลือกมาให้เลือกสองตัวว่า คนไหนเป็นเอดส์นักศึกษาส่วนใหญ่จะคิดว่าคนเป็นเกย์เป็นเอดส์มากกว่าคนที่เป็นรักต่างเพศ)

จริงอยู่ว่าเอดส์เริ่มระบาดมากในหมู่เกย์ก่อน แต่หลังจากนั้นอัตราการติดเชื้อของคนกลุ่มนี้ก็ลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่อัตราการติดเชื้อจากการใช้เข็มร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเพิ่มสูงขึ้น (ข้อมูลของอเมริกานะจ๊ะของไทยไม่รู้)

แถมท้ายอีกนิด

ลักษณะของโฮโมโฟเบีย

* เรียกคนกลุ่มนี้ด้วยชื่อเสื่อม ๆี (เช่น queer, faggot และ Dyke ของไทยก็น่าจะเป็น อีตุ๊ด แต๋ว ฉิ่งฉาบทัวร์ อะไรประมาณนั้น)
* เล่ามุกตลกกะเทย (เห็นเยอะแยะตามภาพยนตร์และโฆษณาไทย)
* กีดกันเกย์ออกจากบ้าน จากงาน และโอกาสทางสังคม
* ใช้วาจาสบประมาท หรือเยาะเย้ย
* ทำร้ายร่างกาย

ลองพิจารณาตัวเองดูนะครับ ไม่อยากจะบอกเลยว่าถ้าพิจารณาตามนี้แล้ว ผมก็เป็น T-T อย่างอ่อน ๆ เหมือนกัน

เครดิต pisces.exteen.com

Quote    Reply   

#2 [url]

Apr 9 10 7:50 AM

Blue^^magaritA

กำลังอ่านหนังสือเรื่อง Queer Theory พอดี
มันเป็นทฤษฎีที่ต่อต้านความคิดที่ว่า "Identity is fixed" ....
พวกที่เชื่อใน Queer theory จะไม่เห็นว่าโลกเราแบ่งเป็น Binary systems
คือเพศหญิงกับเพศชาย ... เพราะพวกเขาจะมองว่า
ผู้หญิง เป็นผู้หญิง เพราะถูกกำหนดให้เป็น (ให้เล่นตามบทบาททางสังคม)
เครื่องเพศไม่ใช่สิ่งที่กำหนดเพศ (ดูจากการที่ผู้ชายเกิดมาพร้อมปิกาจู้แต่อยากเป็นหญิงก็ได้)

เค้าจะพยายามจะอธิบายว่า การแบ่งแยกเพศมีพื้นฐานอยู่บนเรื่องของอำนาจและการปกครองอย่างไร
อ่านแล้วนึกถึงหนังสือเรียนทันที .....
ขอยกตัวอย่างคำพูดนึงของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)

ฟูโกต์บอกไว้ในหนังสือเรื่อง History of sexuality: The will to knowledge" ว่า
"การแบ่งแยกเพศมีรากฐานมาจากเรื่องของอำนาจ ในการที่จะปกครองประชากรให้อยู่ในระเบียบ
โดยมีการกำหนดสิ่งต่างๆในสังคม ทั้งที่เด่นชัดและไม่เด่นชัด เพื่อฝังความคิดที่จำกัดและควบคุมเรื่องเพศอยู่
ตัวอย่างเช่น ในโรงเรียนประถม .. แม้จะไม่มีการเผยแพร่เรื่องเพศในโรงเรียนออกมาเป็นคำพูดอย่างเด่นชัด
แต่การควบคุมนั้นอยู่ในทุกอย่างแม้แต่ใน Architecture
จะเห็นได้ว่าในโรงเรียนจะมีการแยกห้องน้ำชายและหญิงออกจากกันอย่างชัดเจน
ในหอนอนของนักเรียนประจำ ....การกำหนดกิจกรรมหลังเลิกเรียน
เพื่อให้เป็นไปตามบทบาทว่าเพศหญิงควรมีบทบาทอย่างไร และเพศชายควรมีบทบาทอย่างไร
ทั้งหมดก็เพื่อควบคุม SEX และการสร้างประชากรเท่านั้น" >> คนเขียนเค้าเชื่ออย่างนั้น.. O_O"

การบอกว่าการเป็น Homosexual เป็นความ "ผิดปกติ" ที่มีมาแต่ยีนส์
การ Label ประชากรออกเป็น Male/Female/และ Unidentified
ก็เพื่อจำกัดและกีดกันบุคคลที่ไม่มีความสามารถในการ "สร้างประชากร" ออกไป
เพราะการมีประชากรหมายถึงการมีกำลังในการผลิตที่น่าจะสูงขึ้นตามไปด้วย

Quote    Reply   

#3 [url]

Apr 9 10 7:51 AM

การช่วยตัวเองบาปหรือไม่อย่างไร?
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช, C.Ss.R.

จากหนังสือคำสอนเล่มใหม่ที่ประกาศใช้โดยพระสันตะปาปายอห์นพอลที่สอง ข้อที่ 2396 บอกว่าโดยตัวมันเองการช่วยตัวเองทางเพศเป็น บาป ครับรวม ทั้งบาป Fornication, (การใช้เพศนอกศีลแต่งงาน) Homosexual, Pornography) เป็นบาปที่ตรงกันข้ามหรือผิดต่อความบริสุทธิ์

ในแง่นี้จะสังเกตว่านักเทววิทยาเองพยายามเน้นให้เข้าใจคำว่า บาป หรือ Sin ให้กระจ่างด้วย เนื่องจากพฤติกรรมของคนเรานั้นจะเข้าข่ายของบาปได้ต้องพิจารณาถึง สิ่งที่ทำ เจตนาผู้กระทำ และสภาพแวดล้อมนั้นๆ เนื่องจากไม่สามารถจะบอกลงไปได้ว่าพฤติกรรมของคนๆหนึ่งที่ช่วยตัวเองทางเพศนั้นเกิดขึ้นมาจากแรงกระตุ้นอะไร เพราะฉะนั้นต่อคำถามที่ว่าบาปหรือไม่นั้นตัวของมันเองนั้นเป็นบาปแต่คนที่ได้กระทำนั้นได้กระทำบาปหรือเปล่า อันนี้ไม่สามารถจะตอบได้เพราะเป็นเรื่องของเจ้าตัวเองว่ามีเจตนาเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากบุคคลถูกรุมล้อมด้วยแรงกดทางภายนอกให้เขาต้องเครียด เขาอาจต้องปลดปล่อยความเครียดนั้นในชวยตัวเองทางเพศ หรือบุคคลมีความผิดปรกติทางฮอร์โมนผิดปรกติก็จะถูกกดดันให้เขาต้องกระทำแม้ใจของเขาไม่อยากดังนี้เป็นต้น

การที่จะบอกว่าคนหนึ่งคนใดทำบาปหรือเปล่านั้นเรามนุษย์ไม่สามารถจะตัดสินใครได้เนื่องจากเราไม่รู้สภาพแวดล้อม สภาพของจิตใจของผู้ใดได้ พระศาสนจักรได้วางมาตรการไว้กว้างๆ ตามบัญญัติสิบประการดังที่เราทราบดีว่าเป็นบัญญัติของพระเป็นเจ้า อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการตีความและแจกแจงเหตุผลว่าพฤติกรรมนั้นๆเข้าข่ายผิดมากผิดน้อยเพียงใดต่อพระบัญญัติ
นักจริยศาสตร์ในยุคปัจจุบันอยากเปลี่ยนแนวคิดของคริสตชนเราให้หันมามองด้านบวกมากกว่าด้านลบ ความหมายคือ แทนที่คนเราจะมองแต่ด้านบาปมากเกินไปก็ให้หันมามองด้านความเมตตาของพระเป็นเจ้าให้มากขึ้น โดยพยายามอธิบายว่า คนเราเกิดมาพร้อมกับความอ่อนแอ การตกลงในความผิดหรือไม่ได้มาตรฐานตามกฏนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอในความเป็นมนุษย์ ขอให้เรามองไปที่พระเมตตาและเน้นการกลับใจให้มากขึ้น อันที่จริงเพราะบาปนั่นเองพระผู้ไถ่ถึงได้เสด็จมาเพื่อเรา นั่นคือผลดีที่เกิดจากบาป

ท่าทีของนักเทวศาสตร์เกี่ยวกับบาปคืออะไร?

คำสอนของเราบอกว่าบาปแบ่งได้สองประการคือบาปหนักและเบา นักเทวศาสตร์ปัจจุบันมองว่าคนเราจะทำบาปหนักบริสุทธิ์จริงๆได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะนั่นหมายความว่า เขาจะต้องรักตัวบาปนั้นจริงๆเต็มหัวใจ เขาจะต้องต่อต้านพระเป็นเจ้าจริง กระนั้นก็ตามไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะคนประเภทนี้ก็มีเหมือนกัน แต่ถ้าจะนับเป็นจำนวนแล้วก็น้อย ส่วนใหญ่คนเรามักจะทำบาปเนื่องจากมีแรงกดดันด้านอื่นๆเขามาแทรก รวมถึงบาปหนักเช่นการฆ่าคน การทำแท้ง ฯลฯ ยิ่งทุกวันนี้วิทยาการด้านจิตวิทยาและการแพทย์เจริญมากขึ้น ชี้ให้เราเห็นว่าพฤติกรรมของคนเรานั้น ฮอร์โมนในร่างกาย ความผิดปรกติของยีนส์มีส่วนอย่างมากที่จะทำให้คนเราเมื่อเติบโตขึ้นมามีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน การตัดสินว่าพฤติกรรมหนึ่งๆเป็นบาปโดยมิได้ตระหนักถึงความผิดปรกติของยีนส์ในร่างกายเลยนั้นก็ไม่ถูกต้อง เช่น คนเมาลืมตัวฆ่าเพื่อนด้วยโทสะ อันนี้ก็เห็นได้ชัด แต่ถ้ากรณีที่เห็นไม่ชัดแต่มีผลจริงเช่น คนที่มีความผิดปรกติทางจิตใจแล้วเขาฆ่าคนอื่น เราจะว่าอย่างไร บาปของเขานั้นเท่ากับบาปของคนที่มีจิตปรกติดีหรือ คนที่ถือว่าคนเราเกิดมาบริบูรณ์เมื่อทำผิดก็ต้องรับผลเต็มที่ แต่คนเราเกิดมาบริบูรณ์จริงหรือ คำว่าสมบูรณ์ของคนเรานั้นสมบูรณ์ขนาดไหน มองจากภายนอกหรือว่าต้องมองจากภายในด้วย นี่คือสิ่งที่ท้าทายเราในทุกวันนี้ในการมองว่าอะไรบาปหรือไม่บาป

ด้วยเหตุผลอะไรพระศาสนจักรถึงบอกว่าการช่วยตัวเองทางเพศเป็นพฤติกรรมที่ผิด?
ด้วยเหตุผลที่พระศาสนจักรถือว่าชีวิตเป็นผลงานที่ล้ำค่าของพระเป็นเจ้าและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรามนุษย์ต้องให้ความเคารพ พฤติกรรมที่ทำให้องค์ประกอบของการกำเนิดชีวิตเสียหายโดยตั้งใจเพียงเพื่อความพึงพอใจของตัวเองเท่านั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง (ฟังแล้วก็เข้าใจยากใช่ไหมครับ เพราะมันเป็นปัญหาที่คล้ายกับการที่เราจะแยกช่วงไหนว่าเป็นสีขาวหรือสีเทาหรือสีดำ มันแยกยากครับ ดังนั้นพฤติกรรมของเราจึงต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก แต่เจตนาเองจะถูกครอบงำด้วยแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในก็ได้เช่นกัน เช่นนี้แล้ว เจตจำนงของเราก็มีปัญหา และนี่คือปัญหาทางจริยศาสตร์ในปัจจุบันที่กำลังเผชิญอยู่ครับว่าเราจะชี้ชัดได้อย่างไรว่าเจตจำนงอยู่ที่ใด เกิดขึ้นเมื่อได้ มีผลกระทบจากที่ไหน เมื่อไหร่บ้าง) นอกนั้นพระศาสนจักรยังถือว่าการช่วยตัวเองทางเพศขัดต่อคุณธรรมความบริสุทธิ์และบูรณการของธรรมชาติของเพศมนุษย์

พระศาสนจักรไม่ได้เชื่อพระคัมภีร์อีกต่อไปแล้วหรือถึงพูดอะไรเหมือนไม่เคารพพระคัมภีร์เลย? หามิได้ พระศาสนจักรยังเคารพพระคัมภีร์คือเสียงของพระเป็นเจ้าเช่นเดิม แต่ความเข้าใจพระคัมภีร์ก็มีการพัฒนามากขึ้น พระศาสนจักรต้องตีความพระคัมภีร์อย่างรอบคอบ สิ่งที่ต้องระวังมากคือการตีความพระคัมภีร์ตามตัวอักษรโดยมิได้เข้าใจถึงเจตจำนงและสภาพแวดล้อมของผู้เขียนในยุคนั้น ความผิดพลาดนี้พระศาสนจักรเคยทำผิดมาแล้วเมื่อใช้พระคัมภีร์เหมือนหนังสือวิทยาศาสตร์เรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือตีความเรื่องการเสด็จมาอีกครั้งของพระคริสตเจ้า ดังที่เกิดปัญหาการฆ่าหมู่ของสาธุคุณ จิมส์โจนที่ กายานาซึ่งทำให้คนตายถึงเก้าร้อยกว่าคน หรือที่เกิดเร็วๆนี้ก่อนปีสองพันที่เกาหลี หรือที่ คานุงกุ ประเทศอูกันดาซึ่งคนตายไม่น้อยกว่าสี่ร้อยคน เพียงเพราะผู้นำหลงผิดในความเข้าใจในพระคัมภีร์ จะเห็นได้ว่าแม้พระคัมภีร์ไบเบิ้ลจะเป็นพื้นฐานทางจริยธรรมของเราก็จริงแต่เราก็ต้องพยายามเข้าใจตัวจริยธรรมนั้นเองด้วยว่าหมายถึงอะไร ลึกซึ้งเพียงใด มีผลกระทบในภาคปฏิบัติอย่างไร สภาพแวดล้อมในคำสอนของพระคัมภีร์ยุคนั้นกับยุคปัจจุบันต่างกันเช่นไร ดังจะเห็นได้จากสิ่งที่คนในอดีตถือว่าบาปเช่นการถูกเกณฑ์เป็นทหารนั้นปัจจุบันก็ไม่ถือว่าเป็นบาปแล้ว(แม้บางลัทธิจะยังถืออยู่เช่น กลุ่มพี่น้องพยานยะโฮวา) บาปการหักดอกเบี้ยซึ่งอดีตถือว่าผิดเพราะเป็นการขูดรีดคนจนที่มากู้และผิดต่อความรัก ในปัจจุบันนี้พระศาสนจักรก็ให้ขึ้นอยู่กับมโนธรรมของเจ้าของเงินเองว่าจะคิดดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์เป็นต้น สรุปคือ พระศาสนจักรยึดถือพระคัมภีร์เป็นรากฐานทางจริยศาสตร์แน่นอนแต่ก็ไม่แนะนำให้คริสตชนตีความพระคัมภีร์ตามใจตัวเองเกินไป การสุดโต่งไม่ว่าจะซ้ายหรือขวานั้นย่อมไม่ใช่ทางไปสู่ความจริงแน่นอน

จากปัญหาดังกล่าวพ่อขอแนะนำในด้านการอภิบาลดังต่อไปนี้

หนึ่ง เมื่อเกิดความรู้สึกอยากช่วยตัวเองทางเพศ ขอให้พยายามต่อสู้และปัดความคิดไปทางอื่น เรียกหาพระองค์ช่วย บอกพระองค์ว่าลูกไม่อยากทำให้พระองค์เสียพระทัย นั่นจะช่วยตั้งมโนธรรมของเราให้อยู่ในทางที่ตรงได้ แม้เราจะทำผิดอีกก็จะช่วยได้ว่าเจตจำนงของเราไม่ได้ต้องการทำบาปแต่มันอาจจะเกิดจาก ภาวะของฮอร์โมนผลักดันหรือสภาพแวดล้อมผลักดัน

สอง ถ้าทำผิดแล้วมโนธรรมเตือนเรา เราควรจะทำอย่างไร ก็ให้ขอโทษพระองค์ในใจ หรืออาจทำกิจการดีอื่นชดเชย การช่วยตัวเองคงไม่ร้ายแรงถึงเป็นบาปหนัก (แต่ถ้าลุ่มหลงในมันมากเกินไปก็จะนำไปสู่บาปหนักได้เนื่องจากอภัยตัวเองจนเคยตัว) ดังนั้นการชดเชยเช่น การสวดสายประคำ การทำบุญให้ทาน การร่วมมิสซาอย่างดีก็จะช่วยชดเชยความผิดได้

สาม จำเป็นเสมอไปหรือไม่ที่ต้องบอกบาปกับคุณพ่อเวลาช่วยตัวเอง คำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไป เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า เครื่องหมายของการกลับใจนั้นทำโดยวิธีอื่นก็ได้ เช่น ร่วมมิสซาอย่างดี สวดเรียกหาพระองค์ให้มากขึ้น ไปสวดตามวัดต่างๆ ดังนี้เป็นต้น แต่ถ้าเป็นบาปหนักอื่นก็จำเป็นต้องแก้บาปกับคุณพ่อครับเพราะพระศาสนจักรสอนว่าบาปหนักนั้นต้องการศีลแก้บาปเป็นเครื่องเยียวยา
หวังว่าคงจะช่วยให้กระจ่างได้บ้างต่อปัญหาข้อนี้นะครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

Quote    Reply   
Add Reply

Quick Reply

bbcode help